บทความ

ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

10/08/2022
8690

Highlight


  • การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๒/๒๕๖๔
  • รัฐมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ตามคำวินิจฉัย คืออะไร
 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ๒๕๕๐
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  มาตรา  ๓๔ 

         
ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

นายบท  นามบุตร
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี


          ศาลรัฐธรรมนูญมีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่  ๑๑  ตุลาคม  ๒๕๔๐  โดยมีบทบาท  หน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๔๙  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  หลายประการ  แต่มีหน้าที่และอำนาจหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่งที่ช่วยคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนคืออำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 
          ในบทความนี้  ขอยกกรณีตัวอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๒/๒๕๖๔  ลงวันที่  ๒๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๔  เรื่อง  พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  มาตรา  ๓๔   ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖ หรือไม่  อันเป็นกรณีที่ผู้เป็นทายาทของเจ้าของที่ดินมีสิทธิที่จะได้รับค่าเวนคืนหรือไม่  กรณีไปรับค่าเวนคืนเกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดว่าต้องไปรับค่าเวนคืนภายในกำหนด  ๑๐  ปี 
          เรื่องนี้ศาลปกครองกลางส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีจำนวน  ๓  คน  ในคดีหมายเลขดำที่  ๖๘๘/๒๕๖๐  เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  มีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า  ผู้ฟ้องคดีทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวอยื่นฟ้องการประปานครหลวง  ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  ผู้ว่าการการประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  ต่อศาลปกครองกลางว่า  นายวอบิดาของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอท่าม่วง  จังหวัดกาญจนบุรี  และอำเภอกำแพงแสน  อำเภอดอนตูม  อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม  พ.ศ.  ๒๕๓๙  เพื่อสร้างคลองส่งน้ำดิบ  ภายหลังจากนายวอเสียชีวิต  ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  มีหนังสือแจ้งนายวอเพื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนและรับเงินค่าทดแทนจำนวน  ๒,๑๕๖,๔๐๐  บาท  แต่เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว  นางลอ มารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  ทราบไว้ก่อน  และขอสงวนสิทธิ์ที่จะคัดค้านและอุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าว  ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  มีหนังสือแจ้งนางลอเกี่ยวกับการเข้าครอบครองใช้ที่ดินและให้ไปรับเงินค่าทดแทน  นางลอมีหนังสืออุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทน  หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  มีหนังสือแจ้งนายวอว่าได้นำเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปฝากไว้กับธนาคารออมสิน  สาขาบางเลน  ในชื่อบัญชีนายวอเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่  ๓ พฤษภาคม  ๒๕๔๓  หลังจากที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่  ๒๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๕  ผู้ฟ้องคดีทั้งสามพยายามติดต่อขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองหลายครั้ง  แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  แจ้งว่า  การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอรับเงินค่าทดแทนซึ่งนำไปฝากไว้กับธนาคารออมสินแล้วเมื่อวันที่  ๓  พฤษภาคม  ๒๕๔๓  เกินกว่าสิบปีนับแต่วันที่มีการวางเงินเป็นผลให้
เงินค่าทดแทนตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐ มาตรา  ๓๔  ซึ่งบัญญัติว่า  การร้องขอรับเงินที่วางไว้ตามมาตรา  ๓๑  ให้ร้องขอรับภายในสิบปีนับแต่วันที่มีการวางเงิน  ถ้าไม่ร้องขอภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น  ให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน  ผู้ฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งว่า  พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  มาตรา  ๓๔  ไม่ได้ระบุเหตุผลหรือความจำเป็นในการจำกัดสิทธิไว้  อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  อีกทั้งการกำหนดให้เงินค่าทดแทนตกเป็นของแผ่นดินมิใช่มาตรการที่มีเหตุผลหรือมีความจำเป็นเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  ทำงานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายเวนคืนที่ดิน  เพราะคลองส่งน้ำดิบสร้างเสร็จไปแล้วก่อนที่บทบัญญัติดังกล่าวจะมีผลบังคับ  นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ไม่ร้องขอรับเงินค่าทดแทนภายในสิบปีเท่านั้น  จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคสอง 
          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า  แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๖๒  มาตรา  ๓
แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๖๒  มาตรา  ๔๘  ยังคง
หลักการเดิมของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  มาตรา  ๓๔  เกี่ยวกับ
กำหนดระยะเวลาในการขอรับเงินค่าทดแทน  ศาลรัฐธรรมนูญจึงหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐  มาตรา  ๓๔  ที่ถูกยกเลิกแล้วมาวินิจฉัยได้  ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
ศาลปกครองกลางจะใช้บังคับแก่คดี  เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้
มาก่อน  กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  วรรคหนึ่ง  จึงมีคำสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย
          ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๐ มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อกำหนดมาตรการที่จะทำให้รัฐสามารถได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์และใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการอันเป็นประโยชน์สาธารณะและการจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิ  การที่ มาตรา  ๓๔  กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนต้องดำเนินการร้องขอรับเงินค่าทดแทนที่วางไว้ภายในกำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่มีการวางเงิน  หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีผลให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดินเช่นนี้  เป็นบทบัญญัติที่ยึดถือเพียงความสะดวกของรัฐแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนและยังไม่คำนึงถึงกรณีที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนอาจมีเหตุขัดข้องในการแสดงสิทธิของตนหรือมีกรณีที่อาจทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิของตนได้ตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้  ทั้งที่รัฐใช้อำนาจในการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย์อันกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้แม้การเวนคืนเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๗  รับรองไว้ก็ตาม  รัฐย่อมมีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้เพื่อชดเชยเยียวยาความเสียหายที่บุคคลได้รับจากการที่รัฐได้พรากเอากรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลเหล่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะซึ่งเป็นการแบกรับภาระหน้าที่ของบุคคลที่มีต่อสาธารณะเกินไปกว่าบุคคลที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกันมากพออยู่แล้ว  บทบัญญัติมาตรา  ๓๔  เป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติมไปอีก  มีผลเป็นว่ารัฐใช้อำนาจเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไปโดยเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม  ถือเป็นการล่วงล้ำสาระสำคัญแห่งสิทธิของบุคคลผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน  และยังกระทบกระเทือนต่อหลักการเรื่องสิทธิของบุคคลที่ต้องได้รับเงินค่าทดแทนจากการถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  จนถึงขั้นทำลายหลักประกันที่ว่าทรัพย์สินของประชาชนจะไม่ถูกเวนคืนไปใช้เป็นประโยชน์สาธารณะโดยปราศจากการจ่ายค่าทดแทนที่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๓๗  วรรคสาม  ไปโดยปริยาย  จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่เพิ่มภาระเกินความจำเป็นและจำกัดสิทธิของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  ในกรณีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าเวนคืนที่ดินที่ตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้
          นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยในทำนองนี้แต่เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  คือคำวินิจฉัยที่  ๑๓/๒๕๕๖ ลงวันที่  ๒  ตุลาคม  พุทธศักราช  ๒๕๕๖  อันเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี  ยื่นฟ้องการประปาส่วนภูมิภาค  เป็นผู้ถูกฟ้องคดี  ต่อศาลปกครองกลาง  เพื่อขอให้
ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีวางท่อน้ำรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ใต้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม 
ในระหว่างการพิจารณาผู้ฟ้องคดีที่  ๑  และที่  ๒  ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาส่งคำโต้แย้งเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค  พ.ศ.  ๒๕๒๒  มาตรา  ๓๐  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้การประปาส่วนภูมิภาคมีอำนาจใช้ทรัพย์สินของเอกชนในการวางท่อน้ำโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
ค่าทดแทน  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๔๑  หรือไม่ 
          ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า  การที่พระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค  พ.ศ.  ๒๕๒๒  มาตรา  ๓๐  วรรคสอง  และวรรคสาม  เฉพาะส่วนที่ไม่มีการระบุเรื่องค่าทดแทนไว้โดยชัดแจ้งในกรณีของการวางท่อน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง  ๘๐  เซนติเมตร  ไปใต้  เหนือ  ตาม  หรือข้ามพื้นดินที่มิใช่ที่ตั้งโรงเรือนสำหรับอยู่อาศัยเพื่อประโยชน์ในการผลิต  การส่ง  การจำหน่ายน้ำประปา  ทำให้เกิดการตีความว่า  กรณีท่อน้ำมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง  ๘๐  เซนติเมตร  การประปาส่วนภูมิภาคไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน  จึงไม่เป็นธรรมเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิ  เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควรแก่กรณี  ไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานที่รัฐจะต้องชดใช้ค่าทดแทนเยียวยาที่เป็นธรรมกรณีที่ลิดรอนสิทธิในทรัพย์สินของประชาชน  และขัดต่อหลักนิติธรรม
ตามรัฐธรรมนูญ  บทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๔๑  ประกอบมาตรา  ๓  วรรคสอง  และมาตรา  ๒๙  ในกรณีนี้ผู้ฟ้องคดีย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้ค่าทดแทนเยียวยาที่เป็นธรรมกรณีที่ลิดรอนสิทธิ
ในทรัพย์สินของตนได้


 

More Information


 
  • อ่านบทความเต็มเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน”
  • ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
  • LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
  • เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

 
Back to top